ป้ายไม้สักหน้าร้าน
เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์วัดพระเจ้าดำ
พาเที่ยวชมโบราณสถานยุคสุโขทัย
ในดินแดนล้านนา
ที่บ้านสบแจ่งฝั่งขวา ต.บ้านแปะ
อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
องค์ความรู้เรื่อง ” เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์วัดพระเจ้าดำร่องรอยสุโขทัยในล้านนา “
โดย สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่
พื้นที่ๆเรียกว่า “สบแจ่ม” เป็นบริเวณจุดบรรจบของลำน้ำแม่แจ่มกับแม่น้ำปิง ในเขตอำเภอจอมทอง ทางตอนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่แห่งนี้เป็นเพียงไม่กี่แห่งในเขตวัฒนธรรมล้านนาที่หลงเหลือโบราณสถานในลักษณะ “กลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่” ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ – ๒๕๖๒ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดี และพบข้อมูลสำคัญที่เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของล้านนาและแอ่งที่ราบเชียงใหม่ กล่าวคือ พื้นที่นี้ เป็นพื้นที่ที่ปรากฏอิทธิพลศิลปกรรมแบบสุโขทัยที่เด่นชัดและเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในเขตวัฒนธรรมล้านนา โดยที่จะขอนำมากล่าวถึงในวันนี้ คือ วัดพระเจ้าดำ
…..ถ้าเปรียบ “สบแจ่ม” เป็นมงกุฎศิราภรณ์ล้ำค่าแห่งล้านนาชิ้นใหม่ “วัดพระเจ้าดำ” ก็คงไม่ต่างกับเพชรยอดมงกุฎ ที่ประกาศคุณค่าและความงาม
ข้อมูลจากการศึกษาทางโบราณคดีที่ผ่านมา พบว่าในเขตวัฒนธรรมล้านนาปรากฏเจดีย์รูปแบบที่มีอิทธิพลวัฒนธรรมสุโขทัยไม่มากนัก โดยมากมักปรากฏในลักษณะอิทธิพลทางศิลปกรรมเฉพาะส่วน ที่ประกอบและผสมผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมล้านนา อาทิ การทำช้างล้อมรอบฐานเจดีย์ หรือการทำส่วนลาดบัวคว่ำซ้อนลดหลั่นกันรองรับองค์ระฆัง อย่างที่ศัพท์ทางประวัติศาสตร์ศิลปะเรียกว่า “บัวถลา”
……แต่โบราณสถานวัดพระเจ้าดำแห่งนี้ ต่างออกไป
จากรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ปรากฏ วัดพระเจ้าดำ มิได้นำองค์ประกอบความเป็นสุโขทัยมาเพียงเฉพาะส่วน แต่ได้นำความเป็นสุโขทัยแบบต้นฉบับมาประดิษฐานยังที่แห่งนี้
เอกลักษณ์ความเป็นสุโขทัยเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่มีที่ใดเหมือนนั่นคือ “เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์”
เจดีย์แบบพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือ เจดีย์ทรงดอกบัวตูมแห่งวัดพระเจ้าดำ ตั้งอยู่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก เจดีย์ตั้งอยู่ด้านหลังวิหารที่หันหน้าเข้าสู่แม่น้ำปิง เจดีย์องค์นี้นับได้ว่าเป็นเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ที่งดงามที่สุดและมีสัดส่วนใกล้เคียงกับเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์แบบต้นฉบับในเมืองสุโขทัยที่สุด เดิมทีในพื้นที่ล้านนาปรากฏเจดีย์แบบพุ่มข้าวบิณฑ์ ๒ แห่ง คือ ๑.เจดีย์วัดธาตุกลาง (นอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านใต้) ๒.เจดีย์รายประจำมุมของวัดสวนดอก (นอกเมืองเชียงใหม่ด้านตะวันตก) ซึ่งภายหลังถูกก่อครอบสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย ราวก่อนปี ๒๔๗๘ เจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ที่กล่าวมาทั้ง ๒ องค์ หากพิจารณาจากลักษณะและสัดส่วน เห็นจะมีเพียงเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ของวัดสวนดอก ที่ดูได้สัดส่วนงดงาม แต่ก็ประดิษฐานอยู่ในฐานะเจดีย์ประจำมุม มิใช่เจดีย์ประฐาน
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาถึงอายุสมัยและเนื้อหาประวัติศาสตร์พบว่า เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนรัชสมัยพระเจ้าลิไท ของสุโขทัย เนื่องจากปรากฏข้อความในจารึกเขาสุมนกูฎ ที่ระบุว่าพระยาลิไทเสด็จไปปิดทองพระมหาธาตุเมืองพิษณุโลก ในปี พ.ศ. ๑๙๑๒ “…ไปอยู่เมืองสองแควบุพระมหาธาตุ…” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์นี้ มีมาก่อนต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ และได้กลายเป็นรูปแบบหลักของเจดีย์ประธานช่วงสมัยพระเจ้าลิไท ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ทั้งนี้ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ มีเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และการแพร่เข้ามาของอิทธิพลสุโขทัยในล้านนา คือ การที่พญากือนาอาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัย มาประดิษฐานศาสนาพุทธแบบลังกาวงศ์ในเมืองเชียงใหม่ โดยมีวัดสวนดอกเป็นศูนย์กลาง (จึงปรากฏหลักฐานเป็นเจดีย์บริวารองค์เดิมของวัดสวนดอก ที่เป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์) นับแต่นั้นรูปแบบทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของสุโขทัยเนื่องในศาสนาก็ได้แพร่หลายสู่ล้านนา จากการพบเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ขนาดใหญ่ในพื้นที่สบแจ่มนี้ จึงกล่าวได้ว่า แหล่งโบราณคดีสบแจ่มนี้เป็นชุมชนที่มีความสำคัญและเป็นมีขนาดใหญ่ที่สุดที่รับอิทธิพลวัฒนธรรมสุโขทัยในพื้นที่ล้านนา ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐
เรียบเรียงโดย นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ
ถ่ายภาพโดย OPS & MaCraft Studio
















วัดบ้านแปะ (ราชวิสุทธาราม)
พาชม วัดบ้านแปะ (ราชวิสุทธาราม)
วัดเก่าแก่ ยุคพระนางวิสุทธเทวี
กษัตริย์ลำดับที่ ๑๘
องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย
ตั้งอยู่ที่ ม.4 บ้านแปะ ต.บ้านแปะ
อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
ตามประวัติวัด แจ้งว่า สร้างเมื่อ พุทธศักราช ๒๑๑๐
มีชื่อเรียกแต่เดิมอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดราชวิสุทธาราม”
ผู้สถาปนาวัดราชวิสุทธาราม (วัดบ้านแปะ) ก็คือ พระนางวิสุทธเทวี
เป็นกษัตริย์ลำดับที่ ๑๘ องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย
ทรงโปรดเกล้าฯ สร้างพลับพลาใกล้กับเวียงหิน ที่ประทับ
เสด็จไปและกลับกรุงหงสาวดี และได้สร้างวัดประจำหมู่บ้านนี้ชื่อว่า
วัดราชวิสุทธาราม เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๑๐ ซึ่งมีบันทึกในใบลานอักษรแบบสุโขทัย เมื่อปีเถาะ นพศก จุลศักราช ๙๒๙ (ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๑๐) เดือน ๙ เหนือขึ้น ๑๕ ค่ำ ว่าได้โปรดเกล้าฯ ให้ทำตราหลวงหลาบเงินนี้ไว้เพื่อคุ้มครองชาวบ้านแปะ อมขูด ฮากฮาน กองกูน ป่ารวก ทั้งคนลัวะ คนไทย ให้เขาเหล่านั้นเป็นข้าทาสวัด และได้ทรงหลั่งน้ำพระราชทานไว้ให้เฝ้าดูแลวัดราชวิสุทธารามให้เจริญมั่นคงสืบต่อไป พร้อมกับทรงสร้างหน้าจีตราชลัญจกร และสังฆราชลัญจกร เพื่อพระราชทานแก่ชาววัดราชวิสุทธาราม (บ้านแปะ) เพื่อไม่ให้เดือดร้อนและเป็นข้าทาสวัดได้อย่างสมบูรณ์ วัดราชวิสุทธาราม (บ้านแปะ) แห่งนี้ในอดีตมีความเจริญรุ่งเรือง และได้รับการพัฒนาทะนุบำรุงสืบต่อๆ กันมารุ่นต่อรุ่นวัดบ้านแปะในปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้งเป็นวัดเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๐ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๔ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร
ข้อมูลจาก https://pukmudmuangthai.com/detail/32229
ถ่ายภาพโดย OPS & MaCraft Studio
ขอบพระคุณ พระครู สุจิตปัญญารัตน์
และ พระปลัด จักรี ปัญฺญาสิริ













ดอยขุนแปะ
ดอยขุนแปะ ผ่านแผ่นฟิล์ม
ช่วงนี้ดอยขุนแปะเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยว
ได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศ และวิถีชีวิต
ทุ่งดอกไฮเดรนเยีย รวมถึงกาแฟ
และพืชเมืองหนาว รวมถึงโฮมสเตย์แบบธรรมชาติ
ดอยขุนแปะ อยู่ในเขตอำเภอจอมทอง
โดยขับรถจากตัวอำเภอจอมทอง ถนนสาย 108
มาทางทิศใต้ ประมาณ 25 กม.
แล้วเลี้ยวขวาเข้าแยกบ้านแปะ
แล้วขับตรงขึ้นดอย ประมาณ 27 กม.
เป็นถนนลาดยางสลับคอนกรีด
เมื่อถึงยอดดอยแล้ว
ให้ติดต่อผู้นำเที่ยวท้องถิ่น
ไม่แนะนำให้ขับเอง เพราะอันตราย
และถนนในหมู่บ้านค่อนข้างแคบ
ท่านใดสนใจท่องเที่ยวแนะนำติดต่อที่กลุ่ม
ขุนแปะ ที่เที่ยว ที่พัก รถบริการนำเที่ยว
ภาพถ่ายบรรยากาศด้วยกล้องฟิล์ม
ทั้งฟิล์ม 35mm , 120mm
Film : Ektar100 , CN200 , Portra160
Take a Pic x DEV : OPS & MaCraft Studio

















